เฉดใหม่ของเมืองกรุง กับการพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้มีชีวิตชีวา
ยุคนี้ทุกสีสันไม่ได้มีเพียงแค่เฉดเดียว แต่ความหลากหลายของเฉดของสีเขียวที่เราอยากพูดถึงในวันนี้อาจไม่ได้หมายถึงตัวเนื้อสีทว่าอยากชวนมองไปยังมุมพื้นที่สีเขียวในเมืองใหญ่ที่ทุกวันนี้มีความน่าสนใจมากมายและสร้างชีวิตชีวาให้กับมหานครนี้ได้หลากหลายมิติทีเดียว
แทบไม่น่าเชื่อว่ากรุงเทพฯ สามารถเปลี่ยนภาพจำของเมืองคอนกรีตไร้ระเบียบที่มีพื้นที่สาธารณะต่อหัวประชากรน้อยนิดให้กลายเป็นเมืองสีเขียวมีชีวิตชีวาได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสวนสาธารณะเท่านั้นแต่ยังหมายถึงการดูแลรักษาต้นไม้และสิ่งแวดล้อมที่ดีมากขึ้น
รวมถึงการดูแลตกแต่งต้นไม้ริมทางตลอดจนปรับปรุงเปลี่ยนสร้างสรรค์ภูมิทัศน์เมืองให้น่ามองมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้กรุงเทพฯ เริ่มกลายเป็นเมืองน่าอยู่ทั้งในมุมมองของคนไทยและในสายตาชาวโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เสกกันขึ้นมาง่าย ๆ หากแต่เกิดจากการวางแผนระยะยาวที่ดีและพัฒนาเมืองไปอย่างถูกทิศทางนั่นเอง
ก้าวใหม่สร้างเมือง
การสร้างพื้นที่สีเขียวให้มีชีวิตชีวาไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกปลูกต้นไม้พันธุ์ดีหรือพันธุ์ที่ออกดอกสวยงามเท่านั้น หัวใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังก็คือการดูแลบำรุงรักษาพืชพรรณอย่างถูกวิธีเพื่อให้ธรรมชาติเจริญเติบโตอย่างงดงามและยั่งยืน นั่นคือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเมืองครั้งนี้ โดยเริ่มจากการวางรากฐานใหม่ให้มีมาตรฐานสากลยิ่งขึ้นไปจนถึงมีทิศทางพัฒนาเมืองอย่างชัดเจน
จุดเริ่มแรกนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ทางกรุงเทพมหานครได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างหน่วยงาน "ฝ่ายปลูกและบำรุงรักษา" ให้กลายเป็น "ฝ่ายรุกขกรรมและจัดการต้นไม้ในเมือง" ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานตลอดจนแนวคิดในการดูแลต้นไม้และพื้นที่สีเขียวครั้งใหญ่ด้วย รวมถึงยกระดับและพัฒนาบุคลากรให้เกิดความเชี่ยวชาญในการดูแลธรรมชาติในเมืองตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง
หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เรายังคงจำปัญหาซ้ำซากของการจัดการต้นไม้ในเมืองกันได้ดีไม่ลืม ภาพคุ้นชินที่เห็นเจ้าหน้าที่มักตัดต้นไม้จนโกรนโดยไม่สนใจและใส่ใจอะไรนั้นเริ่มลดลงจนแทบไม่เห็นในทุกวันนี้ ภาพนั้นถูกแทนที่ด้วยภาพผู้เชี่ยวชาญกำลังดูแลต้นไม้อย่างถูกวิธี มีอุปกรณ์ทันสมัย และใส่ใจธรรมชาติแบบองค์รวมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้เกิดภาพของเมืองที่มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น มีพื้นที่สีเขียวแซมอยู่ทั่วไปหมด และเห็นผู้คนในเมืองใหญ่ใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าวันวาน
แน่นอนว่าหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ “รุกขกร (Arborist)” ผู้เปรียบเสมือนคนสวนไปจนถึงหมอต้นไม้ของเมืองที่คอยดูแลพื้นที่สีเขียวไปจนถึงสุขภาพของต้นไม้อย่างมีองค์ความรู้ ซึ่งนี่คือก้าวใหม่ของการพัฒนาภูมิทัศน์กรุงเทพฯ ที่น่าจับตาทีเดียว โดยในปัจจุบันทางกรุงเทพมหานครนั้นได้มีนโยบายสร้าง “เอกขกรประจำเขต” ซึ่งจัดหารุกขกรมืออาชีพมาประจำทั้ง 50 เขต เพื่อวางรากฐานและบริหารจัดการต้นไม้ตลอดจนพื้นที่สีเขียวให้เป็นระบบระเบียบและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม
คุณค่าของต้นไม้และผืนป่าในเมือง
ปัจจุบันมุมมองของพื้นที่สีเขียวในเมืองไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสวนสาธารณะหรือแหล่งพักผ่อนหย่อนใจเพียงเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นพื้นที่แห่งระบบนิเวศทางธรรมชาติที่เติบโตได้ด้วยตัวเองและเกื้อกูลซึ่งกันและกันรวมถึงอยู่ร่วมกับเมืองได้อย่างกลมกลืนลงตัว ระบบนิเวศนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของพันธุ์พืช แต่อาจรวมถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์ด้วยเช่นกัน ต้นไม้จึงไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ที่บังแดดหรือสิ่งตกแต่งเมืองให้สวยงามเท่านั้นแต่มันเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) ของเมืองที่สำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานหรือระบบสาธารณูปโภคใดเลย
นอกจากจะทำหน้าที่เป็นปอดของเมืองแล้วพื้นที่สีเขียวยังคอยเป็นเสมือนผู้ปกป้องอันตรายให้ประชากรเมืองด้วย ต้นไม้สามารถช่วยดูดซับมลพิษไปจนถึงช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ได้ และยังช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island Effect) รวมถึงลดปัญหาด้านอื่น ๆ อีกมากมายได้ดีทีเดียว นอกจากนี้ต้นไม้ยังมีคุณประโยชน์ต่อเมืองอีกมากมาย อย่างรากของต้นไม้ยังช่วยยึดเกาะดินไม่ให้พังทลายได้ง่ายตลอดจนซับน้ำฝนเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมได้อีกทางด้วย
พื้นที่สีเขียวจึงไม่ได้สำคัญแค่การสร้างภูมิทัศน์ให้สวยงามแต่มันยังสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนเมืองได้พร้อมกัน นอกจากการเป็นพื้นที่ให้คนได้ออกกำลังกายตลอดจนหย่อนใจและลดความเครียดให้กับคนเมืองได้แล้ว ภูมิทัศน์ที่สวยงามยังช่วยเยียวยาจิตใจของคนเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย เพราะแค่การได้อยู่ในเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของประชากรที่มีคุณภาพด้วยนั่นเอง
เบื้องหลังเมืองน่ามอง
การสร้างและดูแลผืนป่าในเมืองมีรายละเอียดอีกมากมายที่ทั้งเหมือนและต่างกับการดูแลผืนป่าตามธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ไม้เพื่อให้เหมาะสมกับการปลูกต้นไม้ในเมืองแต่ละพื้นที่ (กรณีต้องปลูกใหม่) โดยเฉพาะบรรดาต้นไม้ริมทางหรือสวนขนาดเล็กใกล้ชิดชุมชนต้องพยายามเลือกพันธุ์ไม้ที่ต้นไม่เปราะบาง หักโค่นง่าย ตลอดจนเลี่ยงปลูกต้นไม้ที่รบกวนชุมชน อาทิ ใส่ใจเรื่องการส่งกลิ่นโดยไม่เลือกปลูกสายพันธุ์ที่มีกลิ่นฉุนแรงจนสร้างความรำคาญใจและอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ ตามมาได้ หรือไม่เลือกปลูกพันธุ์ไม้ที่ผลัดใบบ่อยในพื้นที่สาธารณะเพราะยามฤดูผลัดใบมาถึง ใบจะร่วงหล่นเป็นจำนวนมากจนทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย
ตั้งแต่การกวาดทำความสะอาดที่ลำบากขึ้น แล้วเศษใบไม้ยังอาจทำให้รางระบายน้ำตลอดจนท่อน้ำอุดตันได้ ยามฝนกระหน่ำอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมตามมาอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ในสวนสาธารณะเอง พันธุ์ที่ผลัดใบบ่อยอาจทำให้ใบร่วงหล่นลงแหล่งน้ำมากจนเกินไปจนทำให้น้ำเน่าเสียและคุณภาพน้ำลดลงได้เช่นกัน นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการดูแลธรรมชาติที่เราอาจมองเป็นเหมือนเรื่องง่ายทว่าการบริหารธรรมชาติระดับเมืองใหญ่นั้นมีรายละเอียดซ่อนอยู่มากมายด้วยเช่นกัน
ทุกวันนี้เราอาจไม่เห็นปัญหาการตัดต้นไม้จนโกรนบนถนนแต่ละสายในทางกลับกันเรากำลังเริ่มเห็นถนนหนทางต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ สวยงามน่ามองยิ่งขึ้น ในหลายเส้นทางที่มีการปรับปรุงทางเท้า เอาสายไฟลงดิน เราเห็นการจัดการต้นไม้ที่ดีขึ้น มีพื้นที่ให้ต้นไม้มากขึ้น งานก่อสร้างก็ดูจะประณีตและใส่ใจกับต้นไม้มากขึ้นด้วย แล้วในกรณีที่ปลูกใหม่ก็มีการเลือกพรรณไม้ยืนต้นที่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ใบไม่ร่วงมาก และกิ่งไม่เปราะมาก อย่างเช่นต้นพิกุลและอินทนิลน้ำ นอกจากปรับเปลี่ยนการดูแลต้นไม้ให้ถูกวิธีแล้วอีกสิ่งน่าสนใจก็คือการบริหารจัดการต้นไม้ริมทางตลอดจนบนเกาะกลางถนนของเส้นทางจราจรแต่ละสาย ซึ่งตรงนี้ก็มีรายละเอียดน่าสนใจไม่แพ้กัน
อย่างเช่นการเลือกพันธุ์ไม้มาปลูกควรจะเป็นสายพันธุ์เดียวกันบนถนนสายเดียวกันทั้งเส้นหรือต้องไม่เกิด 3 ชนิดเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามและดูแลรักษาได้ง่ายยิ่งขึ้น หากเกาะกลางมีความกว้างมากกว่า 3 เมตรขึ้นไปจึงสามารถปลูกต้นไม้ใหญ่ได้ แต่ถ้าความกว้างน้อยกว่านั้นก็ให้เลือกปลูกเป็นต้นไม้พุ่มแทน
นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดสรรพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับถนนแต่ละสายเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับถนนแต่ละเส้นด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ถนนราชดำเนินไปจนถึงสนามหลวงจะเน้นปลูกไม้ยืนต้นที่มีอายุยืน เป็นพันธุ์ไม้อนุรักษ์ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หรืออย่างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้าที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ก็จะเลือกต้นรวงผึ้งมาปลูกให้เติบโตไปพร้อมการสร้างถนนเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของเส้นทางให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
อนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน
การดูแลพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ นั้นไม่ใช่การวางแผนระยะสั้น แต่มันคือการวางวิสัยทัศน์เมืองในระยะยาวเพื่อให้เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน สำหรับวิสัยทัศน์ล่าสุดนั้นมาในแนวคิด Innovating Urban Tree Care for a Sustainable Future (นวัตกรรมการดูแลต้นไม้ในเมืองเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน) เป็นการวาดอนาคตพื้นที่สีเขียวมิติใหม่ในการนำศาสตร์รุกขกรรมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อดูแลและรักษาพื้นที่สีเขียวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างน่าสนใจนี้ก็อย่างเช่นการนำเสียมลม (AirSpade) ซึ่งใช้แรงดันอากาศสูงในการขุดเจาะและเปิดหน้าดินเพื่อไม่ทำอันตรายต่อระบบรากต้นไม้ตลอดจนโครงข่ายสาธารณูปโภคใต้ดินต่าง ๆ รวมถึงช่วยลดการอัดแน่นของดินและเพิ่มออกซิเจนในดินรวมถึงฟื้นฟูระบบรากต้นไม้ในเมืองได้ดียิ่งขึ้น
หรือการนำสว่านวัดความหนาแน่นของเนื้อไม้ (Resistograph) ซึ่งเป็นสว่านเข็มขนาดเล็กมาใช้เจาะเข้าไปในลำต้นเพื่อวัดแรงต้านทานรวมถึงความหนาแน่นของเนื้อไม้ภายใน ตรวจสอบหาโพรง การผุพัง รวมถึงแผลของต้นไม้เพื่อที่จะรักษาได้ทันการ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยชีวิตต้นไม้ได้แล้วยังเป็นการดูแลเพื่อให้ยืนต้นได้ระยะยาวอย่างมีสุขภาพดีซึ่งนี่ก็คือเคล็ดลับสำคัญของความยั่งยืนทั้งในส่วนของต้นไม้และเมืองด้วยนั่นเอง
สุดท้ายแล้วความพยายามทั้งหมดในการเปลี่ยนผ่านกรุงเทพมหานครไปสู่เมืองสีเขียวนั้นไม่ใช่เรื่องของการทำตามกระแสโลกหรือการทำให้เมืองได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว หากแต่เป็นเรื่องของการคืนความสมดุลระหว่าง "มนุษย์" กับ "สิ่งแวดล้อม" ที่เราหลงลืมไปในระหว่างทางของการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะเมืองน่าอยู่นั้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบ่งชี้รายได้แต่มันคือสถิติที่บ่งบอกความมีชีวิตชีวาและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองด้วยเช่นกัน
ขอบคุณภาพถ่าย: กรุงเทพมหานคร (Greener Bangkok), BIG Trees Project, archdaily, เพจเฟสบุ๊ค City Walker, Bangkok Sightseeing, เฮ้ยนี่มันฟุตบาทไทยสไตล์
- Hits: 155



